เลือกระบบ CRM สำหรับ B2B และ B2C ทำไมถึงต้องต่างกัน? - JUBILI ระบบ CRM บริหารทีมขายและความสัมพันธ์ลูกค้าสำหรับธุรกิจ B2B

เลือกระบบ CRM สำหรับ B2B และ B2C ทำไมถึงต้องต่างกัน?

ระบบ crm

เลือกระบบ CRM สำหรับ B2B และ B2C ทำไมถึงต้องต่างกัน?

วันนี้ JUBILI จะขอมาแชร์ให้คุณเห็นความแตกต่างระหว่างการเลือก CRM สำหรับธุรกิจ B2B และ B2C เพราะไม่ใช่แค่การจัดการลูกค้าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการตอบสนองกระบวนการขายที่ซับซ้อน ลักษณะของสินค้า และความคาดหวังของลูกค้าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพื่อให้ธุรกิจสามารถเลือก CRM ที่ตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง มาดูกันว่าเหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้การเลือก CRM สำหรับ B2B และ B2C ต้องแตกต่างกัน 

ระบบ CRM คืออะไร และทำไม B2B vs B2C ถึงมีความสำคัญ

ระบบ CRM หรือ Customer Relationship Management ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า ระบบ CRM มีบทบาทในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขายและสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงกับลูกค้า แต่เมื่อพูดถึง CRM สำหรับธุรกิจ B2B (ธุรกิจที่ขายให้ธุรกิจอื่น) และ B2C (ธุรกิจที่ขายให้ลูกค้าทั่วไป) จะพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน 

เนื่องจาก B2B และ B2C มีลักษณะการทำธุรกิจที่ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการขาย พฤติกรรมลูกค้า หรือแม้แต่กลยุทธ์ในการดูแลลูกค้า ระบบ CRM B2B จึงเน้นไปที่การจัดการลูกค้าแบบองค์กร ซึ่งต้องมีข้อมูลและกระบวนการที่ละเอียดและยาวนานกว่า ขณะที่ระบบ CRM B2C เน้นไปที่การตอบสนองที่รวดเร็วและการสร้างความประทับใจในระยะสั้น บทความนี้จะมาช่วยอธิบายความแตกต่างเหล่านี้อย่างละเอียด ก่อนอื่นเลย เรามาพูดถึง 3 ปัจจัยหลักที่มีส่วนสำคัญต่อความแตกต่างในการเลือกระบบ CRM สำหรับธุรกิจ B2B และ B2C 

1. ความสัมพันธ์กับลูกค้า : การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว vs การปิดการขายเเบบรวดเร็วให้ได้หลายๆ ราย

ในธุรกิจ B2B การขายมักมีลักษณะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว ความสัมพันธ์ระหว่างนักขายและลูกค้าต้องมีความน่าเชื่อถือและมักต้องมีการเจรจาและการตัดสินใจจากผู้มีอำนาจหลายคน ระบบ CRM ธุรกิจ B2B จึงต้องมีเครื่องมือที่ช่วยจัดเก็บและติดตามข้อมูลอย่างละเอียด รวมถึงฟังก์ชันในการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าในระดับเชิงลึก เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นที่ยั่งยืน 

ในทางกลับกัน การขายเเบบ B2C มักจะเป็นการขายเชิงธุรกรรมซึ่งต้องการปิดการขายในระยะเวลาสั้น ความสัมพันธ์ใน ธุรกิจ B2C จึงมุ่งไปที่การทำให้ลูกค้าประทับใจในการซื้อครั้งแรก และเพิ่มโอกาสการกลับมาซื้ออีกในอนาคต ระบบ CRM สำหรับธุรกิจ B2C จึงต้องมีฟังก์ชันที่ช่วยดึงดูดลูกค้าด้วยข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การส่งโปรโมชั่นตรงกลุ่มเป้าหมาย หรือการจัดการแคมเปญทางการตลาดเพื่อรักษาความสัมพันธ์ 

2. Sales cycle : ระยะเวลาที่ใช้และความซับซ้อน

สินค้าและบริการสำหรับกลุ่มผู้บริโภคประเภท B2C ส่วนใหญ่ไม่ซับซ้อน ทำให้คาดหวังของลูกค้า B2C คือการแก้ไขปัญหาหรือการตอบคำถามอย่างรวดเร็ว เช่น การคืนสินค้า เปลี่ยนสินค้า หรือการแก้ไขปัญหาง่าย ๆ ผ่านการสนับสนุนลูกค้า การให้บริการหลังการขายจึงมักเป็นการให้ความช่วยเหลือในช่วงระยะสั้นหลังการซื้อ ซึ่งมักไม่มีการติดตามต่อเนื่องในระยะยาว 

เมื่อตัดภาพมาที่สินค้าและบริการสำหรับกลุ่มผู้บริโภคประเภท B2B ที่มักจะมีความซับซ้อนและอาจต้องมีการติดตั้ง ฝึกอบรม หรือสนับสนุนด้านเทคนิค ทีมขายจึงต้องมีบริการหลังการขายที่ละเอียดและพร้อมช่วยเหลือในเชิงเทคนิคเพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งอาจรวมถึงการมีผู้จัดการบัญชีเฉพาะ (Account Manager) เพื่อให้คำปรึกษาและประสานงานอย่างต่อเนื่อง และมีบริการหลังการขายในระยะยาว เพราะต้องคอยดูแลลูกค้าตลอดการใช้งาน อาจมีการตรวจสอบประสิทธิภาพและการปรับปรุงระบบตามคำขอเฉพาะของลูกค้า ซึ่งถือเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน 

3. ความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ และความคาดหวังของลูกค้า

การใช้ระบบ CRM เพื่อบริหารจัดการทีมขายช่วยให้การติดตามผลงานของทีมเป็นไปอย่างแม่นยำและทันสมัย องค์กรสามารถดูความคืบหน้าของการขายแบบเรียลไทม์ วัดผลการทำงานของทีมได้อย่างละเอียด พร้อมทั้งระบุปัญหาหรือโอกาสในการพัฒนาได้ทันท่วงที นอกจากนี้ ระบบยังช่วยให้สามารถวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับปรุงกระบวนการขาย กำหนดเป้าหมายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จสูงสุด ด้านการบริการลูกค้า ระบบ CRM ช่วยให้ทีมงานเข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้ทันทีเมื่อจำเป็น ทำให้สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีในทุกจุดสัมผัสและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ผลที่ได้คือการเพิ่มความพึงพอใจและเพิ่มโอกาสในการขายต่อยอด ซึ่งช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าในระยะยาว 

ดังนั้นเราสามารถสรุปได้ว่าว่าธุรกิจ B2B และ B2C มีความแตกต่างกันทั้งในด้านกระบวนการตัดสินใจซื้อ ความซับซ้อนของ Sales Cycle และความต้องการด้านบริการหลังการขาย ซึ่งส่งผลต่อการเลือกระบบ CRM ที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ B2B หรือ B2C ก็ควรจะหา CRM solution ที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของธุรกิจตนเอง เพื่อให้มั่นใจว่าระบบสามารถรองรับกระบวนการขาย สร้างความพึงพอใจ และรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว โดยมีวิธีการเลือก CRM เบื้องต้นสำหรับทั้งธุรกิจประเภท B2B และ B2C ตามรายละเอียดด้านล่าง 

ฟีเจอร์ของระบบ CRM ที่ตอบโจทย์ B2B และ B2C

  • CRM B2B : จะเน้นฟีเจอร์ที่เกี่ยวกับการจัดการลูกค้าเป็นบัญชี (Account Management) การติดตามกระบวนการขายเป็นขั้นตอน (Pipeline Tracking) และเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมงานสามารถทำงานร่วมกันได้ดีในแต่ละขั้นตอน นอกจากนี้ยังรวมถึงการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของลูกค้าในระดับองค์กร เพื่อให้ผู้ขายสามารถนำเสนอโซลูชันที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า 
  • CRM B2C : จะมีฟีเจอร์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตลาดและการตอบสนองที่รวดเร็ว เช่น การจัดการแคมเปญ การแบ่งกลุ่มลูกค้า (Customer Segmentation) และการวิเคราะห์พฤติกรรมแบบเรียลไทม์ เพื่อให้สามารถทำการตลาดที่ตรงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 
ระบบ crm

การจัดการข้อมูลและการวิเคราะห์

ข้อมูลในระบบ CRM เป็นหัวใจสำคัญของทั้ง B2B และ B2C แต่ลักษณะของข้อมูลที่ต้องจัดการแตกต่างกันอย่างมาก 

  • CRM B2B : ต้องการการจัดการข้อมูลลูกค้าในเชิงลึก เช่น ประวัติการเจรจา ข้อมูลการสั่งซื้อ หรือความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละองค์กร ซึ่งระบบ CRM B2B ต้องสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้เพื่อช่วยทีมขายในการปรับตัวและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า 
  • CRM B2C : การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าใน CRM B2C จะเน้นที่การติดตามพฤติกรรมการซื้อและข้อมูลทางการตลาด เช่น แนวโน้มการซื้อสินค้า พฤติกรรมการใช้บริการ และการทำโปรโมชั่น เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายและรักษาความพึงพอใจของลูกค้า 

กลยุทธ์การตลาดและการสร้างความสัมพันธ์

ระบบ CRM สำหรับ B2B และ B2C ต่างมีจุดประสงค์ในการใช้ข้อมูลเพื่อการตลาดที่แตกต่างกัน

  • CRM B2B : ใช้สำหรับกลยุทธ์การตลาดที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว เช่น การส่งข้อมูลเฉพาะกลุ่ม การจัดสัมมนา หรือการสร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์แก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการดูแล 
  • CRM B2C : ใช้สำหรับการจัดโปรโมชั่นแบบรวดเร็ว การทำแคมเปญการตลาดแบบเรียลไทม์ การนำเสนอสินค้าหรือบริการที่น่าสนใจตามพฤติกรรมของลูกค้า เพื่อสร้างความประทับใจและกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำ 

การเลือกระบบ CRM ที่เหมาะกับรูปแบบธุรกิจของคุณ

สุดท้าย ความแตกต่างระหว่าง CRM B2B และ CRM B2C นั้นชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ B2B หรือ B2C การเลือก CRM ที่เหมาะสมนั้นเริ่มจากการทำความเข้าใจอย่างชัดเจนถึงกระบวนการขาย ลักษณะสินค้า และความคาดหวังที่ลูกค้ามีต่อเรา เมื่อธุรกิจสามารถระบุความต้องการที่แท้จริงได้อย่างแม่นยำ ก็จะเลือก CRM ที่ตอบโจทย์การจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างความพึงพอใจและการรักษาความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับลูกค้าในระยะยาว 

การเลือกระบบ CRM ที่เหมาะสมกับการจัดการทีมขายเป็นการลงทุนที่สำคัญสำหรับองค์กร การพิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างรอบคอบจะช่วยให้องค์กรได้ระบบที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง คุ้มค่ากับการลงทุน และสามารถเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจในระยะยาว การมีระบบที่เหมาะสมจะช่วยให้ทีมขายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และองค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้เร็วขึ้น 

JUBILI ระบบ CRM ที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพทีมขายให้ธุรกิจ B2B ของคุณ มาพร้อม Features การติดตามและบริหารงานขายอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Activity tracking ที่ติดต่อกับลูกค้า, Sales Forecast การคาดการณ์ยอดขาย หรือการดึง History Data ข้อมูลกิจกรรมงานขายออกมาในรูปแบบของรายงาน Report เพื่อวิเคราะห์วางแผนงานขายต่อไป 

ระบบ CRM

JUBILI CRMB2B Sales Transformation สนับสนุนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของทีมขาย เพื่อธุรกิจ B2B โดยเฉพาะ

JUBILI CRM มาพร้อม Features การติดตาม และบริหารงานขายอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Sales Forecast การคาดการณ์ยอดขาย หรือการดึง History Data ข้อมูลกิจกรรมงานขายออกมาในรูปแบบของรายงาน Report เพื่อวิเคราะห์วางแผนงานขายต่อไป  สนใจอ่านรายละเอียด และนัด Demo ได้ที่ลิ้งด้านล่างนี้เลยค่ะ